🎯 ประกันมีเงินปันผล VS ไม่มีเงินปันผล: เลือกแบบไหนดี?
✅ เข้าใจความแตกต่างชัดเจน
✅ รู้ข้อดี-ข้อเสียของแต่ละแบบ
✅ เลือกได้ถูกตามความต้องการ
✅ วางแผนการเงินแม่นยำขึ้น
⚡ สรุปสั้นๆ ก่อนอ่าน
- ประกันมีเงินปันผล = เบี้ยแพงกว่า แต่ได้เงินปันผลเพิ่มจากผลประกอบการ เหมาะกับคนที่ต้องการผลตอบแทนสูงสุด
- ประกันไม่มีเงินปันผล = เบี้ยถูกกว่า ผลตอบแทนแน่นอนตามสัญญา เหมาะกับคนที่ต้องการความชัดเจน
- ความแตกต่างหลัก คือ เงินปันผล ที่อาจได้หรือไม่ได้ขึ้นกับผลประกอบการ
- เบี้ยประกันแพง-ถูกต่างกันประมาณ 15-30% ในระดับทุนประกันเดียวกัน
- ทั้ง 2 แบบให้ความคุ้มครองชีวิตเหมือนกัน แต่ผลตอบแทนต่างกัน
💰 เงินปันผลคืออะไร?
เงินปันผล (Dividend) คือเงินส่วนแบ่งกำไรที่บริษัทประกันให้กับผู้เอาประกันภัย เมื่อบริษัทมีผลประกอบการดีเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเกิดจาก:
📈 ผลการลงทุนดี
บริษัทนำเบี้ยไปลงทุน ได้ผลตอบแทนสูงกว่าที่ตั้งไว้
💊 อัตราการเสียชีวิตต่ำ
จ่ายค่าสินไหมน้อยกว่าที่ประมาณการ
💼 ค่าใช้จ่ายต่ำ
บริหารต้นทุนได้มีประสิทธิภาพ
⚠️ ข้อสำคัญ: เงินปันผลไม่รับประกันว่าจะได้ทุกปี และจำนวนไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทในแต่ละปี
📊 ตารางเปรียบเทียบแบบละเอียด
| หัวข้อเปรียบเทียบ | มีเงินปันผล | ไม่มีเงินปันผล |
|---|---|---|
| 💵 เบี้ยประกัน | แพงกว่า 15-30% | ถูกกว่า 15-30% |
| 🎁 เงินปันผล | มี (ไม่แน่นอน) | ไม่มี |
| 📈 ผลตอบแทนรวม | สูงกว่า (ถ้าบริษัทผลงานดี) | แน่นอนตามสัญญา |
| 🔮 ความแน่นอน | ปันผลไม่แน่นอน | ทุกอย่างแน่นอน 100% |
| 🛡️ ความคุ้มครองชีวิต | เท่ากัน | เท่ากัน |
| 💰 มูลค่าเวนคืน | สูงกว่า | ตามกรมธรรม์ |
| 🏦 การกู้เงิน | กู้ได้มากกว่า | กู้ได้ตามสัญญา |
| 📋 ความซับซ้อน | ซับซ้อนกว่า | เข้าใจง่าย |
| 🎯 เหมาะกับ | คนที่มีเงินเหลือ ต้องการผลตอบแทนสูงสุด | คนที่ต้องการความแน่นอน งบจำกัด |
🔍 สรุปง่ายๆ: ประกันมีเงินปันผลเหมือนซื้อของแบบพรีเมียม ราคาแพงกว่า แต่ได้โบนัสเพิ่มถ้าบริษัททำผลงานได้ดี ส่วนประกันไม่มีเงินปันผลเหมือนซื้อของแบบธรรมดา ราคาถูกกว่า ได้ตามที่จ่ายไป ไม่มีสิ่งเพิ่มเติม แต่ก็ไม่มีความเสี่ยง
✨ ข้อดีและข้อเสีย: ประกันมีเงินปันผล
👍 ข้อดี
- ได้เงินปันผลเพิ่มจากผลประกอบการ
- ผลตอบแทนรวมสูงกว่าในระยะยาว
- มูลค่าเวนคืนสูงกว่า เหมาะกับการสะสมทรัพย์
- กู้เงินได้วงเงินสูงกว่า
- ปันผลสะสมได้ดอกเบี้ยถ้าไม่รับออกมา
- เหมาะกับคนที่มีเงินเหลือและต้องการผลตอบแทนดี
👎 ข้อเสีย
- เบี้ยประกันแพงกว่า 15-30%
- เงินปันผลไม่แน่นอน อาจได้น้อยหรือไม่ได้เลย
- ผลตอบแทนจริงไม่รู้ล่วงหน้า
- ซับซ้อนกว่า ต้องศึกษาเพิ่มเติม
- ภาระเบี้ยหนักกว่า อาจเป็นปัญหาถ้าฐานะเปลี่ยน
- ต้องเชื่อมั่นในผลการดำเนินงานของบริษัท
✨ ข้อดีและข้อเสีย: ประกันไม่มีเงินปันผล
👍 ข้อดี
- เบี้ยประกันถูกกว่า 15-30%
- ผลตอบแทนแน่นอน ตามที่ระบุในกรมธรรม์
- เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน
- คำนวณผลตอบแทนได้ชัดเจนตั้งแต่แรก
- เหมาะกับคนที่งบจำกัด
- วางแผนการเงินง่าย รู้ว่าจะได้อะไรเมื่อไหร่
👎 ข้อเสีย
- ไม่มีเงินปันผล ไม่มีโอกาสได้ผลตอบแทนเพิ่ม
- ผลตอบแทนรวมต่ำกว่าในระยะยาว
- มูลค่าเวนคืนน้อยกว่า
- กู้เงินได้วงเงินจำกัดกว่า
- ไม่ได้ประโยชน์จากผลการดำเนินงานที่ดีของบริษัท
- ไม่เหมาะกับคนที่มีเงินเหลือและต้องการผลตอบแทนสูง
💡 ตัวอย่างเปรียบเทียบผลตอบแทน
📋 สมมติฐาน
• ผู้เอาประกัน: ชาย อายุ 30 ปี
• ทุนประกัน: 1,000,000 บาท
• ระยะชำระเบี้ย: 10 ปี
• ระยะคุ้มครอง: 20 ปี
| รายการ | มีเงินปันผล | ไม่มีเงินปันผล |
|---|---|---|
| เบี้ยต่อปี | 65,000 บาท | 50,000 บาท |
| เบี้ยรวม 10 ปี | 650,000 บาท | 500,000 บาท |
| เงินคืนรายงวด | 400,000 บาท | 400,000 บาท |
| เงินปันผลสะสม (ประมาณการ) | 150,000 บาท | 0 บาท |
| เงินครบกำหนด ปีที่ 20 | 1,000,000 บาท | 1,000,000 บาท |
| เงินคืนรวมทั้งหมด | 1,550,000 บาท | 1,400,000 บาท |
| กำไรสุทธิ | 900,000 บาท | 900,000 บาท |
| ผลตอบแทนต่อปี (%) | ประมาณ 4.2% | ประมาณ 4.5% |
💡 สังเกต: แม้ประกันมีเงินปันผลจะได้เงินคืนรวมมากกว่า 150,000 บาท แต่เมื่อคิดผลตอบแทนต่อปีแล้ว อาจไม่ต่างกันมาก เพราะจ่ายเบี้ยแพงกว่าด้วย สิ่งสำคัญคือเงินปันผลไม่แน่นอน ตัวเลขนี้เป็นเพียงประมาณการ อาจได้มากกว่าหรือน้อยกว่านี้
🎯 เลือกแบบไหนดี? เหมาะกับใคร?
💎 ประกันมีเงินปันผล เหมาะกับ:
- คนที่มีรายได้สูง มีเงินเหลือออม
- ต้องการผลตอบแทนสูงสุดในระยะยาว
- ยอมรับความไม่แน่นอนของเงินปันผล
- เชื่อมั่นในผลการดำเนินงานของบริษัท
- ต้องการสะสมทรัพย์และเพิ่มมูลค่าเวนคืน
- คิดจะถือกรมธรรม์ระยะยาว ไม่ขาดทุน
🎁 ประกันไม่มีเงินปันผล เหมาะกับ:
- คนที่งบประมาณจำกัด
- ต้องการความชัดเจนแน่นอน
- ไม่ชอบความเสี่ยง ไม่อยากพึ่งความไม่แน่นอน
- ต้องการวางแผนการเงินได้แม่นยำ
- เริ่มต้นทำประกันครั้งแรก
- ต้องการเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน
❓ คำถามที่พบบ่อย
Q: ถ้าบริษัทประกันขาดทุน เงินปันผลจะเป็นอย่างไร?
A: ถ้าบริษัทขาดทุนหรือผลประกอบการไม่ดี ก็จะไม่มีเงินปันผลในปีนั้นๆ แต่ความคุ้มครองชีวิตและเงินคืนตามสัญญายังคงได้ครบถ้วน เงินปันผลเป็นเพียงส่วนเพิ่มเติมเท่านั้น
Q: ซื้อประกันไม่มีเงินปันผลแล้ว เปลี่ยนใจเป็นแบบมีเงินปันผลได้ไหม?
A: ไม่ได้ ต้องซื้อกรมธรรม์ใหม่ และต้องผ่านการพิจารณารับประกันใหม่ทั้งหมด ดังนั้นควรเลือกให้ดีตั้งแต่แรก
Q: เงินปันผลได้มาแล้วต้องทำอย่างไร?
A: มี 4 ทางเลือก: (1) รับเป็นเงินสด โอนเข้าบัญชี (2) คงเงินคืนสะสมไว้กับบริษัท ได้ดอกเบี้ย (3) ลดเบี้ยที่ต้องชำระ (4) เพิ่มทุนประกันโดยไม่ต้องตรวจสุขภาพ
Q: ประกันไม่มีเงินปันผลจะได้ผลตอบแทนน้อยกว่าเสมอไปหรือ?
A: ไม่จำเป็น ถ้าบริษัทให้เงินปันผลต่ำหรือไม่มีเงินปันผลหลายปี ประกันไม่มีเงินปันผลอาจคุ้มกว่าเพราะเบี้ยถูกกว่าตั้งแต่แรก และผลตอบแทนแน่นอน
Q: บริษัทไหนให้เงินปันผลดีที่สุด?
A: ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานในแต่ละปี ไม่มีบริษัทไหนดีที่สุดตลอดกาล ควรดูผลการจ่ายเงินปันผลย้อนหลัง 5-10 ปีและเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นๆ
💡 เคล็ดลับการเลือกให้ถูกใจ
✅ ทำอย่างไรก่อนตัดสินใจ
- วิเคราะห์รายได้-รายจ่าย ว่ามีเงินเหลือเท่าไหร่ต่อเดือน
- ดูเป้าหมายการเงิน ต้องการผลตอบแทนสูงหรือความแน่นอน
- เช็คประวัติบริษัท ดูผลการจ่ายเงินปันผลย้อนหลัง 5-10 ปี
- คำนวณผลตอบแทนจริง เทียบทั้ง 2 แบบให้ครบ
- พิจารณาภาษี บางกรมธรรม์ลดหย่อนภาษีได้
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ถามตัวแทนหรือนายหน้าประกันให้ละเอียด
🎯 กลยุทธ์ชาญฉลาด
บางคนซื้อทั้ง 2 แบบพร้อมกัน เช่น ซื้อประกันไม่มีเงินปันผลเป็นพื้นฐาน ทุนประกันสูง เบี้ยถูก แล้วเพิ่มประกันมีเงินปันผลอีกส่วนหนึ่ง เพื่อเพิ่มโอกาสได้ผลตอบแทนสูง วิธีนี้ช่วยกระจายความเสี่ยงและได้ทั้งความแน่นอนและโอกาสเพิ่มผลตอบแทน
📋 พร้อมเลือกประกันที่ใช่แล้วหรือยัง?
ตอนนี้คุณรู้แล้วว่าประกันมีเงินปันผลและไม่มีเงินปันผลต่างกันอย่างไร
ถึงเวลาเลือกแบบที่เหมาะกับคุณที่สุด
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอใบเสนอราคาได้เลย
บทความนี้อัปเดตล่าสุด: พฤศจิกายน 2025
⚠️ ข้อควรระวัง
- เงินปันผลไม่รับประกัน: เงินปันผลเป็นเพียงประมาณการ อาจได้น้อยกว่าหรือไม่ได้เลย ขึ้นอยู่กับผลประกอบการจริง
- อย่าเชื่อตัวเลขโฆษณาเพียงอย่างเดียว: ขอดูผลการจ่ายเงินปันผลย้อนหลังจริงๆ อย่างน้อย 5 ปี
- คำนวณผลตอบแทนรวมทั้งหมด: อย่าดูแค่เงินปันผล ต้องรวมค่าเบี้ย เงินคืน และเงินครบกำหนดด้วย
- อ่านกรมธรรม์ให้ละเอียด: ก่อนลงชื่อซื้อ ต้องเข้าใจทุกข้อกำหนดให้ชัดเจน
- อย่าซื้อเกินตัว: ถ้าเบี้ยแพงจนเป็นภาระ อาจทำให้ขาดทุนในอนาคต
- ตรวจสุขภาพก่อนซื้อ: สภาพสุขภาพส่งผลต่อการรับประกันและอัตราเบี้ย
- ศึกษาก่อนเปลี่ยนกรมธรรม์: การยกเลิกแล้วซื้อใหม่อาจขาดทุน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
- เช็คความมั่นคงของบริษัท: เลือกบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแรง มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน

ตรวจสอบความถูกต้องโดย คุณกร
ตัวแทนประกันชีวิตจาก AIA มีความเชี่ยวชาญในการหใคำปรึกษา ประกันชีวิต สุขภาพ ออมทรัพย์ และวางแผนอนาคตทางการเงิน เพื่อให้คุณและครอบครัวมีความมั่นคงในทุกช่วงชีวิตครับ ใบอณุญาติตัวแทนประกันชีวิต 6601054179 และ ใบอณุญาติผู้แนะนำการลงทุนหลักทรัพย์ 129812